รวมผัก 9 ชนิด รักษาโรค ที่คุณไม่ควรมองข้าม!

รวมผัก 9 ชนิด รักษาโรค ที่คุณไม่ควรมองข้าม!

รวมผัก 9 ชนิด รักษาโรค ที่คุณไม่ควรมองข้าม! – ผัก เป็นอีกหนึ่งอย่างที่คนไทยนิยมรับประทานกันเป็นจำนวนมาก เพราะผักสามารถนำมาประกอบอาหาร และยังเป็นเครื่องเคียงกินคู่กับอาหารได้สารพัดอย่าง แล้วคุณรู้หรือไม่? ผักที่คุณทานในแต่ละวันนั้นล้วนเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย และยังสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย ใครที่มีอาหารป่วยแล้วอยากหายป่วยเร็ว ๆ ตามไปดูกันสิว่า จะมีผักอะไรบ้างที่สามารถทำให้อาการป่วยของคุณหายได้ ตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ 

รวมผัก 9 ชนิด รักษาโรค ที่คุณไม่ควรมองข้าม!

1. ขี้เหล็ก : แก้ท้องผูก นอนไม่หลับ

แม้ขี้เหล็กจะมีรสขม แต่สรรพคุณจมเลยนะจะบอกให้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ กินขี้เหล็กเข้าไปจะช่วยให้การขับถ่ายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะใบขี้เหล็กมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ บวกกับกากใยในใบขี้เหล็กที่มีค่อนข้างมาก จึงทำให้ใบขี้เหล็กช่วยแก้ท้องผูกได้ ส่วนประโยชน์เด่น ๆ ของใบขี้เหล็กอีกอย่างก็คือแก้นอนไม่หลับ โดยการวิจัยของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พบว่า ใบอ่อนและดอกอ่อนของขี้เหล็กมีสารช่วยคลายเครียด อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ อีกด้วยนะคะ แต่ใครอยากกินขี้เหล็กแก้นอนไม่หลับ แนะนำให้ใช้ใบขี้เหล็กแห้งหรือใบขี้เหล็กสด 50 กรัม ต้มกับน้ำพอท่วม แล้วดื่มก่อนนอน เพราะใบขี้เหล็กในแกงขี้เหล็กส่วนมากจะถูกต้มน้ำทิ้งเพื่อลดความขมไปก่อน ซึ่งอาจทำให้สารช่วยให้นอนหลับในใบขี้เหล็กเจือจางเกินไป ดังนั้นควรจะต้มใบขี้เหล็กดื่มแก้นอนไม่หลับไปเลย

2. มะระขี้นก : รักษาเบาหวาน

กลุ่มวิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ศึกษาผลของมะระขี้นกในการรักษาโรคเบาหวาน โดยศึกษากลไกการออกฤทธิ์และประสิทธิภาพทางคลินิกของมะระขี้นก และพบว่า ในมะระขี้นกมีกลไกที่ออกฤทธิ์ต้านเบาหวานอยู่หลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมการหลั่งอินซูลินของตับอ่อน เพิ่มความไวต่อการตอบสนองอินซูลินที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมัน ลดการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เสริมการเผาผลาญน้ำตาล เพิ่มความทนต่อกลูโคส นอกจากนี้ยังยับยั้งการหลั่งกลูโคสในลำไส้เล็กและยับยั้งเอนไซม์กลูโคซิเดสได้อีกด้วย

3. ตำลึง : ลดน้ำตาลในเลือด

จากข้อมูลของสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การศึกษาทางคลินิก ในอาสาสมัครสุขภาพดี ที่รับประทานอาหารเช้าที่มีตำลึงเป็นกับข้าว ปริมาณ 20 กรัม ผสมกับมะพร้าวและเกลือ พบว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครที่กินอาหารเช้าโดยไม่มีตำลึงเป็นส่วนประกอบ และจากการทดลองนี้อาจแสดงว่า ตำลึงมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

4. ผักเชียงดา : ลดน้ำตาลในเลือด

หลายคนอาจรู้จักผักชนิดนี้ในชื่อว่าผักฆ่าน้ำตาล และคงรู้สรรพคุณผักเชียงดากันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก เราบอกกันตรงนี้เลยค่ะว่าผักเชียงดามีสารสำคัญที่ชื่อว่า Gymnemic Acid ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการขนส่งน้ำตาล ส่งผลให้การดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็กช้าลง ทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้อีกต่างหาก ใครอยากรู้จักผักเชียงดาให้มากกว่านี้ก็ลองมาดู

5. หัวไชเท้า : ลดอาการอักเสบ

หัวไชเท้าเป็นผักที่เราเจอได้บ่อยในน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว หรือในต้มจืด น้ำซุปข้าวมันไก่ เป็นต้น ซึ่งก็ถือว่าหัวไชเท้าเป็นผักที่หากินง่าย มีรสชาติหวาน อร่อย และยังมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการอักเสบในร่างกายได้ด้วยนะคะ โดยจากการวิจัย พบว่า น้ำคั้นจากหัวไชเท้าหรือการกินหัวไชเท้ามีส่วนช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ แถมยังช่วยแก้ปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬาได้ด้วย

6. ผักบุ้ง : บำรุงดวงตา

อยากมีสายตาดีให้กินผักบุ้ง เพราะผักบุ้งมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งเบต้าแคโรทีนในผักบุ้งจะไปเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย แล้ววิตามินเอก็จะไปบำรุงสายตา รักษาอาการตาแห้ง ตาล้า บรรเทาอาการแสบตาจากภาวะตาแห้งได้ด้วย และยังไม่หมดแค่เท่านี้ค่ะ สรรพคุณของผักบุ้งยังมีอีกมากเลยล่ะ

7. ใบบัวบก : แก้ช้ำใน ลดเส้นเลือดขอด

เรามักจะได้ยินว่าใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน ซึ่งนอกจากบรรเทาอาการช้ำในร่างกายแล้ว การศึกษาชิ้นหนึ่งยังพบว่า ใบบัวบกมีส่วนลดอาการเส้นเลือดขอดได้ โดยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร 90 คน แบ่งให้กลุ่มหนึ่งรับประทานใบบัวบก และอีกกลุ่มหนึ่งรับประทานยาหลอก จากนั้นก็ทำการอัลตราซาวด์หลอดเลือด แล้วพบว่า กลุ่มที่รับประทานใบบัวบกมีการรั่วไหลของหลอดเลือดดำลดลง อาการเส้นเลือดขอดก็บรรเทาลงด้วย

8. หัวปลี : บำรุงเลือด ขับน้ำนม

สำหรับแม่ที่ให้นมบุตร แล้วน้ำนมไม่ค่อยไหล หรือน้ำนมมีน้อย ลองกินหัวปลีแก้ปัญหานี้ดูค่ะ เพราะหัวปลีมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด ซึ่งจะช่วยขับน้ำนมของคุณแม่หลังคลอดได้ นอกจากนี้หัวปลียังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า มีทานอล ซึ่งงานวิจัยในวารสาร Food Science and Biotechnology เมื่อปี 2010 ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดจากหัวปลีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสรรพคุณป้องกันเซลล์ถูกทำลาย จึงช่วยป้องกันการอักเสบในร่างกายได้

9. กระเจี๊ยบเขียว : รักษาโรคกระเพาะ

สำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ มีแผลในกระเพาะอาหาร กระเจี๊ยบเขียวช่วยบรรเทาได้ โดยการศึกษาพบว่า กระเจี๊ยบเขียวมีสารประกอบไกลโคไซเลต และไกลโคโปรตีน ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร (แบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร) ทำให้เชื้อแบคทีเรียตัวนี้เกาะเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ยากกว่าปกติ อาการแผลในกระเพาะอาหารก็จะบรรเทาลงได้

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ 9 ผักที่เรารวบรวมมาฝากกันในวันนี้นั้น บอกได้เลยว่าผักแต่ละชนิดมีสรรพคุณสามารถรักษาโรคได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ  เห็นแล้วใช่ไหมค่ะ? ว่าผักที่เราทานกันอยู่เป็นประจำก็มีประโยชน์มากมายที่คุณไม่ควรมองข้าม ซึ่งผักที่เราทานกันอยู่ทุกวันนั้นไม่เพียงแค่รักษาโรคได้ แต่ยังช่วยให้คุณขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย เพราะในผักนั้นมีสารอาหารที่เรียกว่า “ไฟเบอร์” ถือเป็นตัวช่วยที่ดีให้คุณขับถ่ายได้คล่อง สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกอย่าลืมทานผักกันเยอะ ๆ นะคะ

วันนี้เราเลยมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเปลือกผลไม้มาเล่าสู่กันฟังแบบไม่มีกั๊กเลยล่ะค่ะ ส่วนเปลือกผลไม้จะมีประโยชน์อะไรกันบ้างนะ ตามไปดูกันเลยดีกว่า

อ่านบทความเพิ่มเติม ส่อง 9 รองเท้าสตั๊ด รุ่นดีที่สุด ประจำปี 2020